เรารักก็เพราะว่าพระเจ้าทรงรักเราก่อน และพระองค์ได้สำแดงความรักนี้โดยการส่งพระเยซูมาในโลก เพื่อยกโทษบาปของเราและประทานชีวิตใหม่ให้กับเรา (1 ยอห์น 4:16, ยอห์น 3:16)
1 ยอห์น 4:16 THA-ERV
“ดังนั้นเราจึงแน่ใจและไว้วางใจในความรักที่พระเจ้ามีต่อเรา พระเจ้าคือความรักและคนที่อยู่ในความรักต่อไปก็อยู่ในพระเจ้า และพระเจ้าก็อยู่ในคนๆนั้นด้วย”
ยอห์น 3:16 THA-ERV
“เพราะว่าพระเจ้ารักผูกพันกับมนุษย์ในโลกนี้มาก จนถึงขนาดยอมสละพระบุตรเพียงองค์เดียวของพระองค์ เพื่อว่าทุกคนที่ไว้วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่สูญสิ้น แต่จะมีชีวิตกับพระเจ้าตลอดไป”
การสรรเสริญและการนมัสการเป็นวิธีการแสดงความรักของเราต่อพระเจ้า เรายังสามารถแสดงความรักได้ด้วยการพูดออกมาและแบ่งปันความจริงเกี่ยวกับพระเยซู และสิ่งที่พระองค์ได้ทำเพื่อเรา สิ่งเหล่านี้ควรเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตเรา
การพูดออกมา
“เขาเดินกระโดดโลดเต้นร้องสรรเสริญพระเจ้า และเขาเข้าไปในวิหารพร้อมกับเปโตรและยอห์น คนทั้งหมดมองเห็นเขาเดินร้องสรรเสริญพระเจ้า ทุกคนจำได้ว่าเขาคือชายที่นั่งขอทานอยู่ที่ประตูงามนั้น พวกเขาจึงแปลกใจมากและพากันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับชายคนนี้”
ผู้ชายคนนั้นทำอะไรหลังจากที่เขาถูกรักษาให้หายแล้ว?
เขาสร้างความประทับใจให้คนอื่นอย่างไร?
“ผมไม่ละอายเกี่ยวกับข่าวดีนี้หรอก เพราะข่าวดีนี้เป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่จะช่วยชีวิตทุกคนที่ไว้วางใจให้รอด ช่วยพวกยิวก่อน แล้วต่อมาก็ช่วยคนที่ไม่ใช่ยิวด้วย”
ท่าทีของเราควรเป็นอย่างไรต่อข่าวประเสริฐ?
พระคำของพระเจ้าสามารถทำอะไรได้บ้าง?
การนมัสการและการสรรเสริญ
อ่านข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้แล้วตอบว่า เราควรนมัสการใคร? และเราสามารถนมัสการอย่างไร?
“ให้นมัสการพระยาห์เวห์ด้วยความร่าเริง และเข้ามาร้องเพลงด้วยความชื่นบานต่อหน้าพระองค์”
“พระองค์พูดว่า “เราจะประกาศชื่อของพระองค์ให้กับพี่น้องของเรา เราจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ต่อหน้าหมู่ประชุม””
“พวกเจ้าที่ทำตามใจพระเจ้า ให้ชื่นชมยินดีในพระยาห์เวห์เถิด สมควรแล้วที่คนซื่อตรงจะสรรเสริญพระองค์”
“ข้าพเจ้าจะมีความสุข และชื่นชมยินดีในพระองค์ พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด ข้าพเจ้าจะร้องบทเพลงสรรเสริญชื่อของพระองค์”
วิถีชีวิตแห่งความหลงใหล
A: นมัสการด้วยร่างกายทั้งหมดของเรา
อ่านข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้และตอบคำถามว่า เราจะนมัสการด้วยร่างกายของเราได้อย่างไร?
“ยกมือของท่านขึ้นต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และสรรเสริญพระยาห์เวห์เถิด”
“โยชูวาจึงทำตามที่โมเสสสั่ง ออกไปสู้รบกับชาวอามาเลค ส่วนโมเสส อาโรน และเฮอร์ ขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเขา โมเสสยกแขนขึ้นเมื่อไหร่ เมื่อนั้นอิสราเอลก็มีชัยเหนือกว่า แต่เมื่อไหร่ที่โมเสสเอาแขนลง ชาวอามาเลคก็จะมีชัยเหนือกว่า เมื่อโมเสสเมื่อยแขน พวกเขาก็เอาก้อนหินมาวางให้โมเสสนั่ง แล้วอาโรนกับเฮอร์ก็ช่วยพยุงแขนของโมเสสไว้คนละข้าง แขนของเขาจึงยังคงยกอยู่อย่างนั้นจนตะวันตกดิน โยชูวาทำให้ชาวอามาเลคและกองทัพของมัน พ่ายแพ้ไปด้วยคมดาบของเขา”
(8) “พระองค์ยกคนจนขึ้นจากฝุ่น และนำคนที่ขัดสนพ้นจากกองขี้เถ้า ให้พวกเขาได้นั่งรวมกับพวกกษัตริย์ และนั่งอยู่บนที่นั่งอันมีเกียรติ เพราะเสาฐานรากของโลกนี้เป็นของพระยาห์เวห์ และพระองค์ได้สร้างโลกทั้งโลกบนเสาฐานรากเหล่านั้น”
“เห็นประกายตาที่สดใส นำความสุขมาสู่จิตใจ ได้ยินข่าวดี ทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย”
B: การเชื่อฟังพระเจ้า
“พระเยซูเข้ามาหาพวกเขา และพูดว่า “สิทธิอำนาจทั้งหมด ทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก ได้มอบไว้กับเราแล้ว ดังนั้นให้ออกไปทำให้คนทุกชาติมาเป็นศิษย์ของเรา ให้เขาเข้าพิธีจุ่มน้ำ เพื่อจะได้กลายเป็นของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนพวกเขาให้เชื่อฟังทุกสิ่งที่เราได้สั่งไว้ จำไว้ว่า เราจะอยู่กับพวกคุณเสมอ จนกว่าจะสิ้นยุค”
ในฐานะสาวกของพระเยซู เราถูกเรียกให้ทำอะไร?
เราจะทำสิ่งนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไร?
“ดังนั้นพี่น้องครับ พระเจ้าได้เมตตากรุณาต่อเรา ผมก็เลยขอร้องให้คุณมอบร่างกายของคุณเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอยู่ เป็นเครื่องบูชาที่บริสุทธิ์ และเป็นที่พอใจของพระเจ้า การทำอย่างนี้เป็นการนมัสการซึ่งสมกับที่พระเจ้าได้อวยพรคุณ อย่าทำตามอย่างคนในโลกนี้ แต่ขอยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงคุณ คือพระองค์จะให้จิตใจใหม่กับคุณเพื่อจะได้รู้ว่าพระเจ้าต้องการอะไร สิ่งไหนดี สิ่งไหนพระองค์ชอบใจ และสิ่งไหนสมบูรณ์แบบ”
เราควรดำเนินชีวิตอย่างไร?
ถามเพื่อน
คุณทำให้การนมัสการ การสรรเสริญ และการพูดออกมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตอย่างไร?
การประยุกต์ใช้
คุณสามารถแบ่งปันกับใครในสัปดาห์นี้เกี่ยวกับความจริงและชีวิตในพระเยซู?
ลองนัดหมายกับเพื่อน สมาชิกครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน แล้วแบ่งปันสิ่งที่พระเจ้ากำลังทำในชีวิตของคุณ
คำอธิษฐานต้นแบบ
พระเจ้า พระองค์ทรงดี พระองค์ทรงคู่ควรกับการสรรเสริญและนมัสการ ขอบคุณที่ทรงนำข้าไปในที่ต่างๆ ที่สามารถยื่นมือไปหาคนอื่นและแบ่งปันข่าวดีแห่งข่าวประเสริฐกับพวกเขาได้
ข้อพระคัมภีร์หลัก
“ผมไม่ละอายเกี่ยวกับข่าวดีนี้หรอก เพราะข่าวดีนี้เป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่จะช่วยชีวิตทุกคนที่ไว้วางใจให้รอด ช่วยพวกยิวก่อน แล้วต่อมาก็ช่วยคนที่ไม่ใช่ยิวด้วย”